26% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรับข่าวจากยูทูบ

9 October 2020 Lifestyle

ศูนย์วิจัย Pew Research รายงานว่า ประมาณ 26% ของผู้ใหญ่อเมริกันดูข่าวผ่านวิดีโอยูทูบ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลการเติบโตของแพล็ตฟอร์มวิดีโอของกูเกิลต่อการกระจายข่าวสารในสหรัฐอเมริกา 

ยูทูบกลายเป็นแหล่งข่าวสารที่สำคัญของประชาขนในสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นแหล่งรวมของสื่ออิสระและสื่อรูปแบบดั้งเดิมที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก แต่อิทธิพลที่เติบโตของแพล็ตฟอร์มวิดีโอของกูเกิลนี้ก็ยิ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการสู้รบกับข้อมูลบิดเบือนและรุนแรงที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง

จากการศึกษาของศูนย์ข้อมูล Pew Research ซึ่งนักวิจัยได้สำรวจความเห็นของคนอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่พบว่า 26% รับข่าวสารผ่านยูทูบ โดย 23% รับข่าวผ่านวิดีโอที่โพสต์โดยสำนักข่าว และ 23% จากช่องยูทูบอิสระ

งานวิจัยนี้พบว่าภูมิทัศน์ของข่าวบนยูทูบที่มีทั้งองค์กรข่าวที่มีชื่อเสียงและผู้สร้างสรรค์อิสระ ผลพบว่าข่าวที่คนอเมริกันดูนั้น สำนักข่าวที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ นั้นไม่ได้มีอำนาจควบคุมข่าวอีกต่อไป 

รายงานดังกล่าวได้อธิบาย “องค์กรข่าวภายนอก”ว่าเป็นทั้งสื่อแบบดั้งเดิม อย่างนิวยอร์คไทม์ และสื่อดิจิทัลอย่างบัสฟีด ช่องอิสระหมายรวมถึงช่องที่มีเซเลบริตี้อย่าง จอห์น โอลิเวอร์ และยูทูบเบอร์ ซึ่งคิดเป็น 30% ที่สร้างการติดตามเกือบทั้งหมดบนแพล็ตฟอร์ม 

ในขณะที่รายงานได้ให้ภาพของการเบ่งบานของระบบนิเวศข่าวสาร ก็ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างบางอย่างระหว่างแหล่งข่าวแบบดั้งเดิมและแบบอิสระ ตัวอย่างเช่น ช่องอิสระค่อนข้างจะมีความโน้มเอียงไปที่เรื่องของบุคลิกภาพมากกว่าเนื้อข่าวที่กว้างขึ้น และช่องอิสระเหล่านั้นก็มักจะเน้นไปที่ประเด็นเรื่องทฤษฎีสมคบคิด อย่างเรื่องการต่อต้านวัคซีน หรือการตายของเจฟฟรี เอปสติน

ทั้งนี้การศึกษานี้ได้วิเคราะห์วิดีโอ  3,000 เนื้อหาที่โพสต์โดย 100 อันดับสูงสุดช่องข่าวยูทูบในเดือนพฤศิจายนถึงธันวาคม ปี 2019 และพบว่า 4% เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมคบคิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในกลุ่มช่องอิสระนั้น 14% ของวิดิโออุทิศให้กับทฤษฎีสมคบคิด และ21% มีการเอ่ยถึงบ้าง มีเพียง 2% ของวิดีโอเท่านั้นที่ทฤษฎีสมคบคิดได้รับการเอ่ยถึงโดยหน่วยงานข่าวแบบดั้งเดิม

“การเล่นข่าวในเชิงทฤษฏีสมคบคิดนั้นเกือบจะทั้งหมดเป็นการเน้นย้ำโดยวิดีโอจากช่องอิสระและแทบจะไม่มีวิดีโอที่ผลิตโดยช่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักข่าวเลย” 

นอกจากนี้ 3.7% ของเนื้อหาวิดีโอจากช่องอิสระมักจะมีความเห็นในเชิงลบต่อบุคคลที่กล่าวถึง เปรียบเทียบกับตัวเลข 17% ชองช่องข่าว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่า อาจเป็นเพราะการนำเสนอเรื่องที่ไม่ดี น่าจะสร้างยอดคนดูได้มากกว่า ซึ่งก็ได้ทำให้ช่องอิสระเป็นปัญหาหนึ่งของยูทูบ ย้อนไปในเดือนมิถุนายน ยูทูบได้แบนช่องต่างๆ ของกลุ่มขวาจัด สเตฟาน โมลีเนอ, ริชาร์ด สเปนเซอร์ และเดวิด ดุค ซึ่งติดอันดับท๊อปในกลุ่มข่าวด้วยในขณะที่ทำการศึกษานี้ 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยูทูบได้พยายามจัดการเนื้อหาที่เป็นปัญหาโดยถอดช่องที่ละเมิดนโยบายออก บริษัทได้ใช้วิธีการควบคุมคอนเทนต์ด้วยการผสมผสานวิธีที่ใช้การตรวจสอบด้วยคนและเอไอเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังมีการวิพากย์วิจารณ์เรียกร้องให้มีการดำเนินการมากกว่านี้

ความแตกแยกของทัศนคติต่อยูทูบได้ส่องผ่านความเห็นแบ่งขั้วทางการเมืองที่สะท้อนออกมาในโซเชียลมีเดียอื่นๆ การศึกษาพบว่า คนที่เลือกพรรคริพับลิกันหรือโน้มเอียงไปทางริพับลิกันมีแนวโน้มเชื่อว่าการเซนเซอร์และประเด็นทางการเมืองเป็นปัญหาใหญ่ของยูทูบมากกว่าคนที่เลือกพรรคเดโมแครต 

ถึงกระนั้น ประเด็นร้อนแรงเหล่านี้ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้ส่งผลแต่อย่างใดต่อทัศนคติของผู้ชมโดยเฉลี่ย โดยน้อยกว่า 30% รู้สึกว่าพวกเขามีปัญหา”ใหญ่” กับข่าวที่พวกเขาเสพ และคนไม่มากที่กังวลเรื่องของการข่มเหงรังแกหรือขาดความศิวิไลซ์ ผู้ชมยูทูบโดยทั่วไปมองถึงการเข้าถึงแหล่ง “นอกกระแสหลัก” และการที่มีความหลากหลายทางความคิดนั้นเป็นผลดีมากกว่า

อ้างอิง: Venturebeat.com